โรคกระดูกพรุน

PM 2.5 (Particulate Matter 2.5) คือ อนุภาคของฝุ่นละอองในอากาศที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร (ไมครอน) หรือประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ฝุ่นละอองชนิดนี้มีขนาดเล็กมากจนสามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์และเข้าสู่กระแสเลือดผ่านปอดได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์

ที่มาของ PM 2.5 PM 2.5 สามารถเกิดขึ้นได้จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากธรรมชาติและมนุษย์ เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้ของไม้ หรือไฟป่า ฝุ่นจากการก่อสร้าง รวมถึงควันบุหรี่ นอกจากนี้ PM 2.5 ยังเกิดจากการรวมตัวของสารเคมีต่าง ๆ ในอากาศ เช่น ซัลเฟต ไนเตรต แอมโมเนียม และสารประกอบอินทรีย์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถอยู่ในรูปของอนุภาคขนาดเล็กและถูกปล่อยสู่อากาศได้


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน

อาการโรคกระดูกพรุน

กลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 มีหลายกลุ่มที่ควรระมัดระวัง เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร ซึ่งสามารถเข้าไปในระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมในปอด และแม้แต่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้หลายอย่าง

กลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5

  • เด็กเล็ก
    เด็กเล็กยังอยู่ในช่วงที่ระบบทางเดินหายใจและภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ การได้รับฝุ่น PM 2.5 อาจทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจ เป็นหวัดบ่อย หรือโรคหอบหืดในเด็ก นอกจากนี้ยังมีผลต่อการพัฒนาของสมองและพัฒนาการทางร่างกายอีกด้วย

  • ผู้สูงอายุ
    ผู้สูงอายุมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง และมักมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ฝุ่น PM 2.5 สามารถกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของโรคเหล่านี้ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมอง

  • ผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ
    ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือภูมิแพ้ จะมีความเสี่ยงสูงในการได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 อาการของโรคอาจรุนแรงขึ้น มีอาการหายใจติดขัด หายใจไม่ออก หรือรู้สึกแน่นหน้าอก

  • ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
    ฝุ่น PM 2.5 สามารถกระตุ้นการอักเสบและความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ ผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือโรคหลอดเลือดสมอง

  • หญิงตั้งครรภ์
    หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับฝุ่น PM 2.5 อาจส่งผลต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ เช่น น้ำหนักแรกเกิดต่ำ พัฒนาการทางสมองล่าช้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจในทารกหลังคลอด

  • ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง
    ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ก่อสร้าง เกษตรกร ไรเดอร์ หรือคนงานที่ต้องทำงานในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศ มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับฝุ่น PM 2.5 มากขึ้นจากการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ

  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
    ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจและโรคปอดเมื่อได้รับฝุ่น PM 2.5

  • ในกลุ่มเหล่านี้ การป้องกันตัวจากฝุ่น PM 2.5 ถือเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การสวมหน้ากากที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ การหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง และการใช้เครื่องฟอกอากาศในบ้านเพื่อลดปริมาณฝุ่นในอากาศ

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

ฝุ่น PM 2.5 หรือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื่องจากขนาดเล็กมาก ทำให้สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างง่ายดาย ฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อร่างกายหลายส่วน ดังนี้

  • ระบบทางเดินหายใจ
    • จมูกและลำคอ
      ฝุ่น PM 2.5 เมื่อสูดเข้าไปจะทำให้เยื่อเมือกในจมูกและลำคอเกิดการระคายเคือง ส่งผลให้เกิดอาการคันจมูก น้ำมูกไหล ไอ และคอแห้ง
    • ปอด
      เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กมาก สามารถเข้าสู่ปอดลึกได้ถึงถุงลม ซึ่งเป็นจุดที่การแลกเปลี่ยนก๊าซเกิดขึ้น ฝุ่นนี้สามารถทำให้เกิดการอักเสบในปอด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคปอดอักเสบ โรคหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ในระยะยาวอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้
    • ทางเดินหายใจส่วนล่าง
      การระคายเคืองจาก PM 2.5 อาจทำให้เกิดการหดตัวของหลอดลม นำไปสู่อาการหายใจลำบากหรือหายใจสั้น ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจอยู่แล้ว เช่น หอบหืด

  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด
    • ฝุ่น PM 2.5 สามารถเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางปอด และสามารถส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและหัวใจวาย
    • การสัมผัสกับ PM 2.5 เป็นเวลานานสามารถทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ เกิดการอักเสบของหลอดเลือด ซึ่งจะนำไปสู่ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

  • ระบบประสาท
    • มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าฝุ่น PM 2.5 อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมอง การสัมผัสฝุ่นนี้เป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เนื่องจากฝุ่นสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อสมอง

  • ระบบสืบพันธุ์และพัฒนาการ
    • ฝุ่น PM 2.5 อาจมีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิง โดยสามารถลดคุณภาพของสเปิร์มในผู้ชายและส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของไข่ในผู้หญิง
    • สำหรับสตรีมีครรภ์ การสัมผัส PM 2.5 สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักเด็กแรกเกิดต่ำ และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพัฒนาการทางสมองของทารก

  • ระบบภูมิคุ้มกัน
    • ฝุ่น PM 2.5 สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย การอักเสบนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวานและโรคมะเร็งบางชนิด

  • ผิวหนัง
    • ฝุ่น PM 2.5 สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดง คัน และผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ผิวหนังแห้งและเกิดริ้วรอยก่อนวัย เนื่องจากฝุ่นนี้สามารถสร้างอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ผิวหนัง

  • ผลกระทบต่อระยะยาว
    • การสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ในระยะยาวมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเรื้อรังและลดอายุขัย ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงมักจะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ โรคมะเร็งปอด และโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศดี

เซซามินช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร

วิธีป้องกันและดูแลตนเองจาก PM 2.5

การดูแลตนเองให้ห่างไกลจาก PM 2.5 เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากมลพิษทางอากาศนี้สามารถทำลายสุขภาพได้อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในระยะยาว PM 2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และแม้แต่โรคมะเร็ง

  • ติดตามและตรจเช็คสภาพอาการอยู่เสมอ
    • ติดตามข้อมูลค่ามลพิษทางอากาศผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลสดเกี่ยวกับค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ของคุณ

  • สวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ
    • หน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพสูง เช่น N95, KN95 หรือหน้ากากที่มีมาตรฐานสามารถกรอง PM 2.5 ได้ เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าสู่ปอด
    • ควรสวมใส่หน้ากากตลอดเวลาที่ต้องอยู่กลางแจ้งหรือในบริเวณที่มีฝุ่นสูง

  • หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงเวลาที่มีมลพิษสูง
    • ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง ซึ่งมักจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นที่ลมไม่พัด

  • ดูแลความสะอาดบริเวณภายในบ้าน
    • การใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีฟิลเตอร์ HEPA จะช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ออกจากอากาศภายในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะห้องที่มีการใช้งานบ่อย เช่น ห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น
    • ในวันที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง ควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นจากภายนอกเข้ามาในบ้าน และหากจำเป็นต้องเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ ควรทำในช่วงเวลาที่ค่าฝุ่นต่ำ และควรเปิดเพียงชั่วคราว

  • ดูแลสุขภาพระบบทางเดินหายใจ
    • การดูแลสุขภาพปอดและระบบทางเดินหายใจเป็นสิ่งสำคัญ โดยการออกกำลังกายเบาๆ ภายในบ้านหรือพื้นที่ที่อากาศสะอาด
    • การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี และโอเมก้า-3 สามารถช่วยป้องกันการอักเสบและช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    • การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยให้ร่างกายขับสารพิษและฝุ่นละอองที่เข้าสู่ร่างกายออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • น้ำยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังได้ง่าย

  • หมั่นทำความสะอาดร่างกายอยู่เสมอ
    • การล้างหน้าล้างจมูกทันทีหลังจากที่ออกจากที่กลางแจ้งจะช่วยลดปริมาณฝุ่นที่สะสมอยู่บนผิวหน้าและในทางเดินหายใจ
    • การใช้สารละลายน้ำเกลือล้างจมูกสามารถช่วยขจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ในโพรงจมูกได้ดี

  • พบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์เป็นประจำ
    • หากคุณมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
    • การใช้ยาตามคำแนะนำและการเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบของ PM 2.5

เซซามินช่วยเรื่องโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร

  • คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
    เซซามินมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ที่เกิดจากอนุมูลอิสระที่มาจากฝุ่น PM 2.5 เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีเซซามินหรือสารสกัดจากงาดำ เซซามินจะช่วยเพิ่มความสามารถของร่างกายในการจัดการกับอนุมูลอิสระ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง

  • ลดการอักเสบ
    เซซามินช่วยลดการอักเสบที่เกิดจากการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 โดยการยับยั้งการทำงานของสารเคมีที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ เช่น NF-κB ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีบทบาทในการกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย การลดการอักเสบนี้เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ในร่างกาย

  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
    เซซามินยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีความสามารถในการต้านทานต่อมลพิษและสารพิษต่าง ๆ ที่เกิดจากฝุ่น PM 2.5 ได้ดีขึ้น

  • การขับสารพิษออกจากร่างกาย
    เซซามินช่วยส่งเสริมการทำงานของตับในการขับสารพิษ ซึ่งอาจช่วยในการกำจัดสารพิษที่ได้รับจากฝุ่น PM 2.5 ออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น


 

สงวนลิขสิทธิ์ © 2566 ทีมงานศูนย์งาดำ มาทีน่า แบล็คเซซามิน : Matina Black Sesame
เว็บไซต์นี้เป็นของนักธุรกิจผู้จัดจำหน่าย มิใช่เว็บไซต์ของ บริษัท พีคัสโซ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พีคัสโซ (ประเทศไทย) จำกัด